วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี พร้อมด้วยนายเฉลิมชัย บัวจันอัด รองอธิบดีกรมบังคับคดี นางวลัชณัฎฐ์ กุลสิริอิทธิกร ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตร และนางสาวเพ็ญสิริ แก้วสาร ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การดำเนินงานรับและสอบสวนคำขอรับชำระหนี้แบบกลุ่ม ในคดีศาลแพ่ง หมายเลขคดีแดงที่ สว3/2562 ณ วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดดงหลง) ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายธีรยุทธ ยอดเพ็ชรไทย ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับและสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ฯ พร้อมทั้งให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มายื่นคำขอฯ ทั้งนี้ มีผู้แทนจากสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมสังเกตการณ์และให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนในครั้งนี้ด้วย สืบเนื่องจากศาลแพ่งได้มีประกาศเรื่อง แจ้งคำพิพากษาคดีแบบกลุ่ม ลงวันที่ 22 เมษายน 2569 โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/29 กำหนดให้สมาชิกกลุ่มต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนับแต่วันประกาศ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว สมาชิกกลุ่มจะไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินในการบังคับคดีในส่วนนี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ซึ่งสามารถยื่นคำขอได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กรมบังคับคดีได้รับรายงานว่า คดีดังกล่าวมีประชาชนที่เป็นสมาชิกกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและผู้สูงอายุ ประสงค์ยื่นคำขอรับชำระหนี้กว่า 1,000 ราย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบ กรมบังคับคดี โดยสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 จึงได้จัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อรับและสอบสวนคำขอฯ ณ วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม (วัดดงหลง) ระหว่างวันที่ 9 –10 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ที่ยังมิได้ยื่นคำขอฯ หรือไม่สามารถเดินทางมายื่นได้ภายในวันดังกล่าว สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ที่ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิจิตร ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การดำเนินงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมบังคับคดีในการยกระดับการให้บริการเชิงรุก เพื่อให้สมาชิกกลุ่มได้รับสิทธิตามคำพิพากษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตามภารกิจหลักในการอำนวยความยุติธรรมด้านการบังคับคดีให้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ