Logo of Legal Execution Department กลับหน้าหลัก กรมบังคับคดี เกี่ยวกับกรมบังคับคดี บริการต่างๆของกรมบังคับคดี ลิ้งค์หน่วยงานภายใน/ภายนอกกรมบังคับคดี ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร สาระน่ารู้ การใช้จ่ายเงินดอกเบี้ยอันเกิดจ่ากเงินกลางของส่วนราชการ สังกัดกระทรวงยุติธรรม แผนผังเว็บไซต์กรมบังคับคดี แบบฟอร์มติดต่อราชการ


    คดีที่อยู่ในการฟื้นฟู     คดีที่ไม่อยู่ในการฟื้นฟู     สถิติ     บทความ     แบบฟอร์ม     ประกาศสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
    รายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตจดทะเบียนเป็นผู้ทำแผน/ผู้บริหารแผน                 ประกาศการจดทะเบียนเป็นผู้ทำแผน/ผู้บริหารแผน
    กฏกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนฯ    ขั้นตอนและกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้     ติดต่อ

 
 
บทบาทหน้าที่ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

กรมบังคับคดีได้จัดตั้ง "สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้" ขึ้นโดยเปิดทำการตั้งแต่ วันที่ 16 เมษายน 2541 ที่ชั้น 4 อาคารกรมบังคับคดี ถนนบางกอกน้อย-ตลิ่งชัน แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยมีบทบาทหน้าที่ หลักในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตาม พรบ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และมีบทบาทในการปฏิบัติงานร่วมกันหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับ มอบหมาย ซึ่งอาจจำแนกบทบาทหน้าที่ของสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ดังนี้

[ 1 ] บทบาทหน้าที่หลัก เป็นบทบาทหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้ดังนี้

[ 1.1 ] บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นการชั่วคราว ในกรณีที่ศาลมิได้มีคำสั่ง ตั้งผู้ทำแผน หรือผู้บริหารชั่วคราว

[ 1.2 ] บทบาทหน้าที่ในการออกประกาศ แจ้งโฆษณา คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ คำสั่งตั้งผู้ทำแผน และคำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งการออกหมาย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้เกี่ยวข้องทราบและใช้สิทธิภายในกำหนด

[ 1.3 ] บทบาทหน้าที่ในการจัดการประชุมเจ้าหนี้ ดำเนินการประชุมวินิจฉัย ข้อมูลในการประชุม การพิจารณาสิทธิ ของเจ้าหนี้ ตลอดจนพิจารณาการโต้แย้งเกี่ยวกับการประชุมเจ้าหนี้ และรายงานมติที่ประชุมต่อศาล

[ 1.4] บทบาทหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยคำขอรับชำระหนี้ สอบสวนวินิจฉัยข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณา สั่งและออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้

[ 1.5 ] บทบาทหน้าที่ในการสืบสวนติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้โดยการทวงหนี้และเพิกถอนการโอนการกระทำนิติ กรรมต่าง ๆ เพื่อรวบรวมทรัพย์สิน กลับคืนสู่กิจการของลูกหนี้

[ 1.6 ] บทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลการฟื้นฟู กำกับดูแลการบริหารกิจการของผู้บริหารชั่วคราว และผู้บริหาร แผนเพื่อให้เป็นไปตามแผนและประสบผลสำเร็จตามแผน

[ 2 ] บทบาทหน้าที่รอง เป็นบทบาทหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

[ 2.1 ] บทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางข้อมูลของคดีฟื้นฟูกิจการทั่วประเทศเพื่อให้เจ้าหนี้ หรือประชาชนทั่วไป รวมทั้งที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง

[ 2.2 ] บทบาทหน้าที่ในการเผยแพร่อบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายตลอดจนประชาชนผู้สนใจโดยทั่วไป

[ 2.3 ] บทบาทหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ วิจัยปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เพื่อนำ ข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาแก้ไข กฎหมายล้มละลายให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

นอกจากบทบาทหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสำหรับ ตอบปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้โดยสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ หมายเลข 881-4952-3 และหากท่านใดมีข้อเสนอแนะ อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการของสำนักฟื้นฟูกิจการ ของลูกหนี้ก็สามารถเสนอแนะได้โดยตรงหรือทางโทรศัพท์

การฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย(Reorganisation)

การดำเนินกิจการทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ความสำเร็จ และความล้มเหลวดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันอย่าง หลีกเหลี่ยงไม่ได้ เมื่อธุรกิจต้องประสบกับความล้มเหลวจนอาจถึงกับต้องเลิกกิจการไปเพราะการมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือล้มละลายไปนั้นก็เป็นเรื่องอันสมควรที่ ทรัพย์สินของกิจการนั้น ๆควรจะต้องนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของกิจการตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายล้มละลายในเรื่องอัตราส่วนที่เป็นธรรม (pari passu) อย่างเร็วที่สุด

มีข้อน่าสังเกตบางประการในแง่ธุรกิจคือสำหรับกิจการบางประเภทที่มีความสำคัญต่อสังคมค่อนข้างสูง การปล่อยให้กิจการเหล่านั้นต้องล่มสลาย ไปโดยไม่มีการเยียวยาแก้ไขสภาวะทางธุรกิจของกิจการนั้น ๆ ให้ถึงที่สุดก่อน ดูน่าจะเป็นผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวมมากกว่าผลดี เช่น กิจการเงินทุนหลักทรัพย์ ที่การล่มสลายอาจกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง หรือกิจการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค อาทิ รถไฟขนส่งมวลชน ประปา ไฟฟ้า และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ยังต้องคงสภาพกิจการนั้นไว้ นอกจากนี้แม้แต่มุมมองในแง่ของบริษัทธรรมดาก็มีแง่คิดสำหรับภาพรวมทางเศรษฐกิจ ว่า การคงสภาพกิจการไว้ย่อมส่งผลดีต่อส่วนรวมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างแรงงานภาษีอากร มากกว่าการให้กิจการ สิ้นสุดลง ความคิดในแง่นี้จึงเป็นต้นกำเนิดในเรื่องการฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจในเรื่องการฟื้นฟูกิจการประการสำคัญคือ โดยสภาพทางธุรกิจตามความเป็นจริงนั้น การพยายามแก้ไขปัญหาทางด้านการเงินของกิจการทางธุรกิจเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้อยู่ตลอดเวลา แต่วิธีการ ทางธุรกิจทั่วไปอาจใช้ไม่ได้ผลเมื่อกิจการที่กำลังจะฟื้นฟูประสบปัญหาทางการเงินที่ค่อนข้างหนักจนเป็นปัจจัยเสี่ยง ต่อความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการค่อนข้างมาก ในกรณีเช่นนี้จึงอาจประสบปัญหาที่เจ้าหนี้บางรายอาจพยายามใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมายบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของกิจการซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นฟูกิจการเพราะการที่เจ้าหนี้ จำนวนหนึ่งพยายามเรียกร้องอาจเป็นผลจูงใจให้เจ้าหนี้อื่นกระทำตาม และเมื่อความเสี่ยงมีสูงขึ้นเช่นนี้ย่อมจะลดความ จูงใจที่เจ้าหนี้บางรายหรือผู้ช่วยเหลือทางด้านเงินทุนรายอื่นอาจให้เงินทุนมาเพิ่มเติมเพื่อเยียวยากิจการได้ เพราะอาจ ไม่สามารถเรียกร้องเงินช่วยเหลือนั้นคืนได้ตามกฎหมาย

ดังนั้นการสร้างปัจจัยเอื้อตามกฎหมายให้มีการฟื้นฟูกิจการจึงเป็นมาตรการที่ดีในอันที่จะส่งเสริมให้การฟื้นฟูกิจการที่อาจประสบปัญหาจากการขัดขวางของเจ้าหนี้ บางรายมีโอกาสประสบผลสำเร็จมากขึ้น แต่ยังคงมีข้อพึงระลึกเสมอว่ามาตรการฟื้นฟูกิจการคงเป็นการสร้างปัจจัยเอื้อตามกฎหมายเท่านั้นหาได้หมายความเลยไปว่าการ ฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลายจะต้องประสบผลสำเร็จในทุกกรณีกิจการบางประการซึ่งดำเนินกิจการผิดพลาดอย่างร้ายแรงก็อาจไม่มีทางที่จะฟื้นฟูให้สำเร็จได้

อย่างไรก็ดีหากพิจารณาดูสภาพที่กิจการใดสามารถดำเนินการต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งโดยผลของการฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย ก็จะมีผลทำให้ลูกจ้างสามารถปรับตัวให้เข้ากับ สภาพที่เกิดขึ้นและเตรียมตัวให้เข้ากับสภาพที่เกิดขึ้นและเตรียมตัวหางานใหม่อันอาจถึอเป็นผลดีประการหนึ่งของการะบวนการฟื้นฟูกิจการ หรือในขณะเดียวกันการฟื้นฟูกิจการ บางครั้งอาจยินยอมให้แยกหน่วยงานออกไปเป็นกิจการใหม่ ซี่งในแง่นี้ก็จะเป็นผลดีต่อลูกจ้างของกิจการที่แยกออกไปได้เช่นกัน การมองในแง่ความสำเร็จจึงอาจมีแง่มุมที่มอง ได้ในหลายรูปแบบ

ในแง่สากล ดูเหมือนแนวความคิดดังกล่าวจะเป็นยอมรับกันอย่างแพร่หลายเพราะนับแต่ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา ในต่างประเทศได้มีการยอมรับ ในหลักการการฟื้นฟูกิจการและบัญญัติไว้ในกฎหมายล้มละลายของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศที่สำคัญเช่น บทบัญญัติใน Chapter 11 ใน Bankruptcy Code ของสหรัฐอเมริกา บทบัญญัติเกี่ยวกับ Administration Order ใน Insolvency Act 1986 (IA 1986) ของอังกฤษและบทบัญญัติเกี่ยวกับ Judicial Management ใน Companies Act (CA) ของสิงคโปร์

แม้ในรายละเอียดของวิธีการที่แต่ละประเทศจะกำหนดเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี แทบทุกประเทศยังคงมีหลักการบางประการในเรื่องการฟื้นฟูกิจการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจแยกองค์ประกอบให้เห็นได้นี้คือ
1. หลักการ Moratorium หรือ Automatic Stay
2. การจัดหาผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการ
3. การควบคุมกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
4. การสิ้นสุดของการฟื้นฟูกิจการ

หลักการ Moratorium หรือ Automatic Stay

หลักการ Moratorium หรือ Automatic Stay นี้เป็นปัจจัยเอื้อพื้นฐานที่ถูกสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่กิจการในระหว่างที่จะมีการฟื้นฟูกิจการโดยจะมิให้เจ้าหนี้บางรายดำเนินคดีต่อกิจการนั้น ๆ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่า การที่เจ้าหนี้แม้บางรายประสงค์จะดำเนินคดีรวมไปถึงแม้แต่การบังคับคดีไม่ว่า ในทางแพ่งหรือทางล้มละลาย ย่อมจะเป็นการลดโอกาสของกิจการนั้นที่จะฟื้นฟูตัวเองได้

เมื่อกิจการลูกหนี้ตกอยู่ในสภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว หรืออยู่ในสภาวะที่ต้องการที่จะฟื้นฟูกิจการอันเป็นเหตุที่จะร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายได้แล้ว การยื่นคำร้องขอต่อศาลตามกฎหมาย ย่อมจะก่อให้เกิดผลที่ว่า เจ้าหนี้จะฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ ไม่ว่าในทางแพ่งหรือล้มละลายรวมไปถึงการบังคับคดีไม่ได้ ในบางประเทศยังรวมไปถึงการห้ามมิให้หน่วยงานที่ให้บริการทางสาธารณูปโภคหยุดการ ให้บริการอีกด้วย หลักการนี้บัญญัติเป็นที่ยอมรับกันในกฎหมายต่างประเทศแล้วเช่น ใน Chapter 3 section 3-62 ของ Bankruptcy Code ของสหรัฐอเมริกาใน section 11 ของ Insolvency Act 1986 ของอังกฤษ และใน section 227D ของ Companies Act ของสิงคโปร์

หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง และเป็นจุดแบ่งแยกสำคัญระหว่างการฟื้นฟูกิจการในแง่ธุรกิจธรรมดาและการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย
การที่กฎหมายเอื้อมมือเข้ามาสร้างปัจจัยเอื้อส่วนนี้ก็เพื่อรักษาสถานภาพ ของกิจการลูกหนี้ไว้ในระดับหนึ่งกล่าวคือ ยังคงให้กิจการดังกล่าวดำเนินต่อไปภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็นการกำหนดให้ผู้บริหารเดิมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบที่กฎหมายสร้างขึ้น หรือจัดหาบุคคลอื่นมาดำเนินการแทนในช่วงเวลาที่ต้องมีการฟื้นฟูกิจการระยะเวลาในช่วงนี้ดูจะเป็นช่วงที่ยุ่งเหยิง และอาจก่อให้เกิดการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของกิจการลูกหนี้จากเจ้าหนี้บางส่วน เกราะคุ้มกันจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือทางกฎหมายที่ยับยั้งในสิ่งเหล่านั้น เกราะคุ้มกันหรือสภาพ Moratorium นี้มีขั้นตอนคุ้มครอง ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายของกฎหมายล้มละลายในแต่ละประเทศ บางประเทศอาจสร้างภาวะที่เรียกว่า Semi Moratorium หรือสภาพความคุ้มครองเพียงบางส่วนขึ้นเมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการฟื้นฟู กิจการแต่โดยส่วนใหญ่แล้วสภาพ Moratorium จะมีผลเมื่อศาลเห็นว่าควรให้มีการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย

เกราะคุ้มกันนี้อาจจำเป็นต้องมีการควบคุมเพื่อมิให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด ลูกหนี้บางรายอาจพยายามร้องขอต่อศาลเพียงเพื่อให้หลุดพ้นจากสภาพการเร่งรัดหนี้สินของบรรดาเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่มีเจตนาที่ จะนำไปสู่การฟื้นฟูกิจการที่แท้จริง ดังนั้นกฎหมายโดยทั่วไปจึงกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของศาลที่จะควบคุมมิให้มีการนำกฎหมายไปใช้ในทางที่มิชอบ นอกจากนี้ยังมีบทกำหนดอีกหลายประการที่มิให้สภาพ Moratorium มีระยะเวลานานจนเกินสมควร โดยอาจกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่ากิจการใดเกี่ยวขอ้งกับการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายจำเป็นต้องกระทำ เช่น การเสนอแผนฟื้นฟูกิจการหรืออาจกำหนดเป็นระยะเวลาสิ้นสุด ที่แน่นอนของสภาพ Moratorium

โดยหลักแล้ว การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมักต้องกระทำเมื่อกิจการลูกหนี้ประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน บ้างอาจกำหนดให้ร้องขอได้เมื่อมีสภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว แต่กฎหมายในบางประเทศอาจไม่กำหนด เงื่อนไขจำพวกนี้ ทั้งนี้ ก็คงขึ้นอยู่กับนโยบายความเด่นชัดในเรื่องมาตรการทางล้มละลายและแนวความคิดเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลายของในแต่ละประเทศ

สิ่งที่จะเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากการสร้างภาพ Moratorium อันเป็นจุดสำคัญของหลักการฟื้นฟูกิจการ คือ การจัดหาผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการ

การจัดหาผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการ


บุคคลผู้มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการฟื้นฟูคือ ผู้ที่จะมาทำแผนและดำเนินการฟื้นฟูกิจการตามแผนนั้น หากเปรียบกิจการที่กำลังประสบปัญหาเหมือนกับ คนไข้ ผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการก็เปรียบเสมือนแพทย์ผู้มาทำการรักษานั่นเอง กฎหมายล้มละลายจะต้องกำหนดให้มีผู้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสภาพและเสนอแนวทางการ แก้ไขปัญหาของกิจการนั้น

แนวทางในแต่ละประเทศเกี่ยวกับผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการนี้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายเสรีทางการค้าและนโยบายในการเข้าไปควบคุมกิจการว่ามีความ เคร่งครัดเพียงใดในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีนโยบายทางล้มละลายที่เปิดกว้างอย่างมาก จะกำหนดให้ฝ่ายลูกหนี้หรือผู้บริหารงานกิจการนั้นมาแต่แรกเป็นฝ่าย ที่มีสิทธิสูงที่สุดในการยื่นขอให้ฟื้นฟูกิจการและการดำเนินกิจการในระหว่างที่มีการฟื้นฟูกิจการด้วย อาทิ ในกรณีที่ฝ่ายเจ้าหนี้ยื่นคำร้องตาม Chapter 11 เพื่อขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ หากลูกหนี้ยื่นคำร้องตาม chapter 11 เข้ามา ดังนี้ตามกฎหมายกำหนดให้ลูกหนี้มีสิทธิในการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการแต่เพียงผู้เดียวส่วน เจ้าหนี้จะมีสิทธิเสนอแผนต่อเมื่อพ้นระยะ 120 วัน นับแต่วันยื่นคำร้องของลูกหนี้แล้วลูกหนี้ไม่เสนอแผนฟื้นฟูกิจการ และในระหว่างที่อยู่ในสภาวะ Automatic Stay หรือ Moratorium นั้น ลูกหนี้ที่บริหารกิจการมาแต่ก่อนจะเป็น Debtor in Possession ทำหน้าที่บริหารงานและสามารถบริหารงานไปตามแผนที่เสนอได้

อย่างไรก็ดีในหลายประเทศที่มิได้มีแนวความคิดในเรื่องกฎหมายล้มละลายที่ยังมุ่งหมายในเรื่องการควบคุมตรวจสอบค่อนข้างเด่นชัด อย่างเช่น ในประเทศอังกฤษ และประเทศสิงคโปร์การจัดหาผู้มาดำเนินการฟื้นฟูดูจะเป็นเรื่องที่ต้องการบุคคลพิเศษคนอื่นมาดูแล ทั้งนี้อาจเป็นในเรื่องการต้องการความเป็นกลาง และผู้เข้ามาดำเนินการ ฟื้นฟูกิจการอาจต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยระบบการตรวจสอบในเรื่องความสามารถอีกด้วย สำหรับตามกฎหมายอังกฤษนั้นจะมีการแต่งตั้ง Administrator ขึ้นมาทำหน้าที่ในการตรวจสภาพของกิจการและเสนอความเห็นและแผนการฟื้นฟูกิจการหากเห็นว่าเป็นไปได้ Administrator นี้ เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและได้รับ ใบอนุญาตให้ดำเนินการในฐานะ Insolvency Practitioner ส่วนใหญ่จะเป็นนักบัญชีหรือนักเศรษฐศาสตร์ เมื่อมีการตั้ง Administrator แล้วบุคคลดังกล่าวจะเป็น ผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียวในการดูแลกิจการระหว่างที่มีการฟื้นฟูกิจการ

ส่วนในประเทศสิงคโปร์นั้น ก็มีหลักการที่คล้ายคลึงกัน โดยจะให้ศาลแต่งตั้ง Judicial Manager เข้ามาดูแลแก้ไขและทำความเห็นหรือแผนฟื้นฟูกิจการเสนอต่อศาล และเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเช่นเดียวกับของประเทศอังกฤษ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็น Judicial Manager นี้อาจเป็นคนกลางโดยแท้จริง กล่าวคือได้รับการเสนอโดย ฝ่ายบริหารก็ได้ สิ่งที่คล้ายคลึงกันอย่างมากสำหรับกฎหมายในทุกประเทศก็คือ บุคคลผู้ที่จะมาทำการแก้ไขฟื้นฟูกิจการดูจะได้รับอำนาจให้ดำเนินกิจการต่อไปในระหว่างที่ ดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้นและการดำเนินงานโดยส่วนใหญ่จะสามารถตรวจสอบได้

บุคคลผู้มีความสำคัญที่สุดในกระบวนการฟื้นฟูคือผู้ที่จะมาทำแผน และดำเนินการฟื้นฟูกิจการตามแผนนั้นหากเปรียบกิจการที่กำลังประสบปัญหา เหมือนกับคนไข้ผู้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการ ก็เปรียบเสมือนแพทย์ผู้มาทำการรักษานั่นเองการควบคุมการฟื้นฟูกิจการ

เมื่อมีการแต่งตั้งผู้มาดำเนินการฟื้นฟูกิจการแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญต่อมาคือการกำหนดแผนหรือแนวทางที่จะฟื้นฟูกิจการนั้นขึ้น แนวทางของกฎหมายทุกประเทศ สอดคล้องต้องกันในส่วนนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า แนวทางการแก้ไขที่เสนอมาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากบรรดาเจ้าหนี้และศาลซึ่งโดยส่วนใหญ่จะให้มีการเสนอแผน การฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้เพื่อพิจารณาและลงมติ ขั้นตอนความยากง่าย ในการลงมติยังคงเป็นไปตามแนวนโยบายในเรื่องความเคร่งครัดของกฎหมายล้มละลาย ในแต่ละประเทศ สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เปิดกว้างที่สุดสำหรับลูกหนี้ยังสร้างปัจจัยให้แก่ลูกหนี้ที่จะแยกเจ้าหนี้ออกเป็นกลุ่ม ๆ และบังคับให้บางกลุ่มต้อง ยอมรับมติของกลุ่มอื่นในบางเรื่องซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าการ Cram Down

แนวทางการฟื้นฟูกิจการหรือแผนที่มีการสร้างขึ้นมานั้น เป็นเรื่องทางเศรษฐศาสตร์ และบัญชีที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน แต่เป็นหน้าที่ของผู้ทำแผนจะต้องอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยปกติแล้วมักเป็นไปในเรื่องการตรวจสอบสภาพของกิจการหาสาเหตุของการตกอยู่ในสภาพที่มีปัญหาและเสนอแนวทางการแก้ไขซึ่งในแนวทาง การแก้ไขนี้อาจจะเป็นเพียงการระดมทุนเพิ่มเข้ามาในกิจการซึ่งอาจเป็นเพียงการกู้ยืมด้วยวิธีพิเศษ เข้ามาหรืออาจกำหนดให้มีการเพิ่มทุนตามปกติก็ได้ แนวทางแก้ไข อาจมีแนวทางซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น เช่น การแบ่งแยกกิจการบางส่วนออกไปนอกกิจการนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างการบริหารงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการปลดพนักงานบางกลุ่มเมื่อมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาสถานะของกิจการนั้นไว้ การเสนอแนวทางในแต่ละเรื่องมีความจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงทาง ได้ทางเสียที่จะมีขึ้นรวมทั้งการประเมินผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ทั้งแผนและการดำเนินการไปตามแผนจะต้องสามารถตรวจสอบได้โดยศาลและเจ้าหนี้

กฎหมายทุกประเทศดูจะยอมรับให้ศาลเข้ามามีอำนาจในการตรวจสอบทั้งแผนและการดำเนินการตามแผนได้อย่างกว้างขวาง กล่าวคือ ศาลดูจะมีอำนาจที่จะไม่ยอมรับแผน หรือมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรในเรื่องการตรวจสอบ และมักจะไม่มีประเด็นข้อโต้เถียงใด ๆ เลยเกี่ยวกับความสามารถในการดูแล ให้เกิดความเป็นธรรมและการป้องกันมิให้เกิด การคดโกงโดยใช้กระบวนการฟื้นฟูเป็นเครื่องมือ ส่วนในเรื่องการตรวจสอบ ทางเศรษฐศาสตร์ และผลได้เสียของคู่กรณียังคงต้องให้คู่กรณีแสดงให้ศาลเห็น

แม้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะมีแนวความคิดสำคัญที่กล่าวมาในข้างต้น เพื่อช่วยเหลือกิจการลูกหนี้ แต่ทั้งนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรมที่ให้เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิและส่วนได้เสียอย่างมากเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบ ขั้นตอนส่วนใหญ่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเปิดช่องให้แก่เจ้าหนี้ที่จะโต้แย้งเพื่อรักษาผลประโยชน์อันเป็นธรรมด้วย

ในกรณีที่การฟื้นฟูกิจการดำเนินไปได้ด้วยดีและประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายก็ย่อมหมายความว่า กิจการนั้นได้กลับฟื้นตัวจนดำเนินการต่อไปได้ มาตรการตามกฎหมาย ที่เข้ามาคุ้มครองก็จะถูกยกเลิกไป แต่หากเป็นที่ปรากฎว่ากิจการนั้นไม่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจเป็นเพราะโดยสภาพของกิจการแล้วไม่มีลู่ทางหรือหนทางที่เป็นไปได้ ในการกลับคืนสู่สภาพปกตินั่นก็หมายความถึงว่ากระบวนการฟื้นฟูกิจการนั้น ๆ จะต้องสิ้นสุดลง ก็จะมีผลให้มาตรการเอื้อตามกฎหมายต้องสิ้นสุดลงไปด้วย เมื่อการฟื้นฟูกิจการไม่สามารถจะดำเนินต่อไปได้และต้องสิ้นสุดลงการสิ้นสุดลงของการฟื้นฟูเป็นจุดจบของมาตรการเอื้อตามกฎหมายที่สร้างขึ้นมาในเรื่องนี้ การสิ้นสุดของการฟื้นฟู กิจการในลักษณะนี้บ่งบอกให้เห็นถึงความล้มเหลวของการดำเนินกิจการและส่วนใหญ่ผลที่ติดตามมาคือการล้มละลายของกิจการนั้นอย่างแท้จริง


การสิ้นสุดของการฟื้นฟูกิจการ


เมื่อการฟื้นฟูกิจการไม่สามารถจะดำเนินต่อไปได้และต้องสิ้นสุดลง การสิ้นสุดลงของการฟื้นฟูเป็นจุดจบของมาตรการเอื้อตามกฎหมายที่สร้างขึ้นมาในเรื่องนี้ การสิ้นสุดของการฟื้นฟูกิจการในลักษณะนี้บ่งบอกให้เห็นถึงความล้มเหลงของการดำเนินกิจการและส่วนใหญ่ผลที่ติดตามมาคือการล้มละลายของกิจการนั้นอย่างแท้จริง กฎหมายของแต่ละประเทศสอดคล้องกันในเรื่องน ี้ว่าทางออกทางเดียวที่ควรจะเป็นไปคือการให้กิจการนั้นล้มละลาย และนำเอาทรัพย์สินของกิจการมาจำหน่ายแบ่งให้แก่บรรดา เจ้าหนี้กฎหมายในแต่ละประเทศจะมีบทบัญญัติค่อนข้างชัดเจน ในการเปลี่ยนสภาพจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการไปสู่กระบวนการล้มละลายตามปกติ ส่วนสำหรับกฎหมายของสิงคโปร์ จะเปิดช่องไว้ให้ศาลมีอำนาจกว้างในการออกคำสั่งตามมาตรา 227Q แต่ศาลมักจะสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลาย เพราะการให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ในทันทีดูจะเป็นผลดีกว่าการปล่อยให้ กิจการลูกหนี้กลับไปสู่วังวนแห่งการแก่งแย่งบังคับคดีในทรัพย์สินของลูกหนี้โดยบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย


กฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของไทย


ในปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2541 ทำให้กฎหมายของไทยมีบทบัญญัติในเรื่องการฟื้นฟูกิจการตามหลักสากลไว้ด้วย นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมยังได้จัดตั้งสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ขึ้นในกรมบังคับคดี เพื่อดูแลให้การฟื้นฟูกิจการ การทำงานของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนดำเนินไปอย่างโปร่งใส

กฎหมายล้มละลายของไทยกับแนวความคิดของกฎหมายล้มละลายสมัยใหม่


สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายล้มละลายในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านเห็นมา จะได้แก่การออกกฎหมายของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกหลายประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายล้มละลายในประเทศไทยด้วย นอกจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายล้มละลายในประเทศต่าง ๆ แล้ว ยังมีความพยายามของนักกฎหมายเอกชนที่ประสงค์จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการบังคับใช้กฎหมายล้มละลายข้ามชาติ (Cross-Border Insolvency) และได้เสนอให้ UNCITRAL พิจารณายกร่างกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติ (UNCITRAL Model Law on Cross-Border Insolvency) ขึ้น

     จากการศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย ทั้งในกลุ่มที่มีกฎหมายล้มละลายมาแต่ดั้งเดิมและในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งเพิ่งจะมีการใช้กฎหมายล้มละลาย เพราะเหตุการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากสังคมนิยมเป็นระบบตลาดเสรี พบว่าแนวความคิดของกฎหมายล้มละลายได้พัฒนามาจนมีแนวทางที่ค่อนข้างจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพอสมควร จนอาจกล่าวได้ว่า กฎหมายล้มละลายที่จะจัดอยู่ในลักษณะกฎหมายล้มละลายสมัยใหม่จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
     1. ต้องมีความแน่นอนและเป็นธรรมในการจัดการแบ่งประโยชน์แก่เจ้าหนี้
     2. ต้องมีกลไกที่สามารถเพิ่มมูลค่าของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ได้มากที่สุด
     3. ต้องมีกลไกที่จะเปิดโอกาสให้มีการฟื้นฟูกิจการในกรณีที่เหมาะสม

ความแน่นอนและเป็นธรรมในการจัดการแบ่งประโยชน์แก่เจ้าหนี้


ความคิดในเรื่องนี้ถือเป็นความคิดดั้งเดิมที่ใช้ในการจัดทรัพย์สินของลูกหนี้ในเชิงการชำระบัญชี (liquidation) ในช่วงเวลาที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินที่ไม่เพียงพอชำระแก่เจ้าหนี้ทั้งหมดได้นั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกในการจัดการทรัพย์สินที่ดี และกลไกนั้นจะต้องมีความแน่นอนและให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ ทั้งนี้เพราะการจัดการที่เป็นธรรมและแน่นอนจะทำให้เจ้าหนี้ได้ทราบว่าตนจะได้ชำระหนี้ที่ให้แก่ลูกหนี้ไปอย่างไร ความชัดเจนในเรื่องสิทธิเจ้าหนี้นั้นเป็น เรื่องที่จะต้องดูสถานะของเจ้าหนี้กฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ เมื่อพิเคราะห์ดูแล้วจะพบว่าในปัจจุบันอาจแบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 5 ระดับ คือ
1. เจ้าหนี้มีประกัน (Secured Creditors)
2. เจ้าหนี้บุริมสิทธิชั้นสูง (Superpriority Creditors)
3. เจ้าหนี้บุริมสิทธิ (Priority Creditors)
4. เจ้าหนี้สามัญ (Pari Passu Creditors)
5. เจ้าหนี้ด้อยสิทธิ (Subordinated Creditors)

การจัดแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้โดยปกติจะเรียงลำดับการชำระตามลำดับดังกล่าว ความแตกต่างของกฎหมายล้มละลายแต่ละประเทศจะเน้นไปที่ประเด็นที่ว่าเจ้าหนี้ประเภทใดจะจัดไว้ในลำดับใด เจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมายประเทศหนึ่งอาจจะไม่ได้รับการยอมรับให้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในอีกประเทศหนึ่งได้ ตัวอย่างที่สำคัญคงไม่พ้นการเปรียบเทียบการเป็นเจ้าหนี้มี ประกันในลักษณะ Floating Charge ในประเทศกลุ่มคอมมอนลอว์ ที่มักจะไม่ได้รับการเทียบเคียงให้เป็นเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มประเทศซิวิลลอว์ เว้นแต่ในกรณีของกฎหมายของมลรัฐควิเบกของประเทศแคนาดาและกฎหมายของมลรัฐหลุยส์เซียนาของประเทศสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการจัดแบ่งทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมและมีกลไกที่ชัดเจนและแน่นอนแก่เจ้าหนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในการคำนวณต้นทุนในทางการค้า เพราะการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจการค้าจำเป็นต้องคำนวณให้เห็นถึงต้นทุนในการดำเนินการที่ชัดเจน การที่กิจการที่ดำเนินอยู่จะประสบปัญหาความมีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นปัจจัยประการหนึ่ง ในทางธุรกิจที่ต้องคาดการณ์ไว้ และการพิจารณาถึงความเสี่ยงในการที่จะได้รับคืนซึ่งทรัพย์สินในกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแก่เจ้าหนี้เป็นอย่างมากกฎเกณฑ์ใน เรื่องอัตราส่วนแบ่งและลำดับการชำระหนี้ต้องมิใช่เรื่องที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ดุลพินิจ

ในกฎหมายล้มละลายของไทย การจัดชั้นเจ้าหนี้มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ปัญหาที่มักยกขึ้นเป็นประเด็นในการพิจารณามักจะอยู่ตรงข้อที่ว่า กฎหมายล้มละลายไทยยอมรับการจัดชั้นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิหรือไม่ เหตุที่มีปัญหาต้องพิจารณาเพราะตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ไม่มีบทบัญญัติที่ระบุถึงกลุ่มเจ้าหนี้ด้อยสิทธิไว้เลย อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากมีสัญญาที่กำหนดให้เจ้าหนี้รายใดมีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้อื่นไว้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถกำหนดให้การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ด้อยสิทธินั้นเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ได้ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการยอมรับความเป็นเจ้าหนี้ด้อยสิทธิไว้โดยทางปฏิบัติเช่นกัน อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าในการเสนอแก้ไขกฎหมายล้มละลายในช่วงนี้มีข้อเสนอให้กำหนดลำดับชั้นของเจ้าหนี้ด้อยสิทธิไว้ให้ชัดเจนด้วย

ประเด็นที่น่าศึกษาอีกประการหนึ่งคือ การกำหนดข้อห้ามมิให้หนี้ซึ่งเจ้าหนี้กู้ยืมจากกรรมการลูกหนี้หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ในลักษณะคล้ายคลึงกันได้ชำระหนี้ในลำดับที่เท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญ แต่ควรกำหนดให้มีลำดับต่ำกว่าในลักษณะหนี้ด้อยสิทธิ การกำหนดไว้ในลักษณะเช่นนี้จะเป็นมาตรการในเชิงลงโทษเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำเชิง Insider Dealing ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ในกฎหมายหลายประเทศจะมีข้อกำหนดในลักษณะนี้ที่ชัดเจน ผู้เขียนมีความเชื่อว่าข้อกำหนดในลักษณะนี้จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นธรรมที่มีผู้เรียกร้องมากประการหนึ่ง คือ การกำหนดมาตรการในการลงโทษสำหรับกรรมการเจ้าหนี้ที่ยังฝืนทำการค้าโดยรู้อยู่ว่ากิจการมีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจจะต้องล้มละลายในที่สุด กฎหมายล้มละลายมีความจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองบุคคลภายนอกและเจ้าหนี้ที่จะต้องไม่ได้รับความเสียหายอันเกิดจากกรรมการเจ้าหนี้ที่ปกปิดความจริงอันพึงต้องแจ้ง กฎหมายหลายประเทศมีมุมมองต่อการทำธุรกิจการค้าในระหว่างมีหนี้สินล้นพ้นตัวต่างกัน แต่โดยรวมแล้วกฎหมายเกือบทุกประเทศจะมีมาตรการกำหนดในเชิงลงโทษไว้ คงต่างกันเพียงประเด็นที่ว่า การลงโทษนั้นมุ่งที่จะลงโทษกรรมการลูกหนี้หรือลงโทษเจ้าหนี้ กฎหมายไทยจะเน้นหนักไปในทางลงโทษเจ้าหนี้โดยมีบทบัญญัติตามมาตรา 94(2) ที่ให้หนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้ก่อขึ้นโดย เจ้าหนี้รู้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นหนี้ที่ต้องห้ามในคดีล้มละลาย กฎหมายในหลายประเทศกำหนดให้หนี้ในลักษณะดังกล่าวเป็นหนี้ด้อยสิทธิ แต่ก็มีกฎหมายในหลายประเทศที่กำหนดเป็นมาตรการในเชิงลงโทษกรรมการลูกหนี้ โดยจะมีข้อกำหนดให้กรรมการลูกหนี้ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กฎหมายกำหนดในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงการประกอบธุรกิจ การค้าในระหว่างที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น มาตรการWrongful Trading และ Fraudulent Trading ตามกฎหมายอังกฤษ ซึ่งจะมีผลทำให้กรรมการลูกหนี้อาจต้องรับผิดร่วมไปกับบริษัท ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรด้วย ผู้เขียนเห็นว่า การยกเลิกหรือปรับปรุงมาตรา 94(2) เป็นเรื่องที่จำเป็น ในขณะเดียวกันการนำกฎเกณฑ์ในลักษณะเดียวกับกฎหมายอังกฤษมาเสริมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของกรรมการลูกหนี้ได้


กลไกที่สามารถเพิ่มมูลค่าของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ได้มากที่สุด


เป็นที่ยอมรับว่า เมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีมูลค่าเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดได้ ความจำเป็นประการหนึ่งที่จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ได้มากที่สุดคือ การกำหนดมาตรการที่จะทำให้กองทรัพย์สินสามารถเพิ่มมูลค่าสูงสุด แนวทางที่เป็นสากลที่เห็นได้ชัด ได้แก่
การสร้างมาตรการทวงหนี้จากลูกหนี้ของลูกหนี้โดยไม่ต้องให้มีการฟ้องคดี (Demand of Payment)
การกำหนดวิธีการเพิกถอนนิติกรรมที่เป็นการฉ้อฉล (Fraudulent Transfer)
การกำหนดวิธีการเพิกถอนการชำระหนี้ที่เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้อื่น (Preference)
ในรายละเอียดแล้ว มาตรการต่าง ๆ อาจแตกต่างกันตามนโยบายของกฎหมายในแต่ละประเทศ ที่เห็นได้ชัดได้แก่ เรื่องระยะเวลาที่อาจดำเนินการย้อนหลังไปเพื่อเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ และรายละเอียดในเรื่องเงื่อนไขที่จะร้องขอเพิกถอน กฎหมายบางประเทศพยายามลดเงื่อนไขในการเพิกถอนลงจากเรื่องการฉ้อฉลเป็นให้เพิกถอนได้เพราะเงื่อนไขราคาต่ำ (Undervalued Transfer)

ข้อที่น่าสนใจคือ มาตรการในการทวงหนี้โดยไม่ต้องฟ้องคดี เหตุผลสำคัญคือในขณะที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การจะทุ่มเทเงินทุนที่ต้องใช้ไปในการทวงถามหนี้สินจากลูกหนี้ของลูกหนี้ดูไม่น่าจะสมเหตุสมผล เพราะสิ่งที่ทวงถามได้มาอาจได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ลูกหนี้เหล่านั้นเป็นลูกหนี้รายย่อย ประกอบกับการดำเนินการทวงถามมีความจำเป็นที่ต้องกระทำโดยรวดเร็วเพราะการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการโดยไม่ชักช้า เพื่อเปิดโอกาสให้ทรัพย์สินเหล่านั้นกลับไปสู่ตลาดโดยเร็วที่สุดด้วย เป็นที่น่าเสียดายที่พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงินพ.ศ.2541(ฉบับที่1)ไม่มีมาตรการจำพวกนี้เข้าไว้ด้วย ทั้งที่กฎหมายดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกับการชำระบัญชีและการฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย จึงทำให้การควบคุมปริมาณหนี้เสียที่เกิดขึ้นกระทำได้ยาก ซึ่งในกรณีที่มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากในระหว่างการขายสินทรัพย์ก็ย่อมจะทำให้ราคาของสินทรัพย์ที่ขายโดยองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ป.ร.ส.ด้อยคุณค่าลงไปด้วย
กลไกที่จะเปิดโอกาสให้มีการฟื้นฟูกิจการในกรณีที่เหมาะสม


   การฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลายนั้นไม่แตกต่างไปจากการฟื้นฟูกิจการที่ กระทำกันนอกกรอบของคดีล้มละลาย เพราะแผนที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring)การปรับลดในเชิงการประนอมหนี้ (Compsdition) ล้วนมีลักษณะเดียว กัน จุดแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า การฟื้นฟูกิจการที่กระทำภายใต้กฎหมายล้มละลายหรือภายใต้กรอบการตรวจสอบของศาล จะมีกลไกที่ช่วยลดปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาตกลงกันนอกศาล
ปัจจัยเอื้อที่สำคัญในการช่วยเหลือการเจรจาตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ได้แก่

1. Automatic Stay หรือสภาวะปลอดการบังคับหนี้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเกราะคุ้มกันกิจการลูกหนี้ ที่จะช่วยป้องกันกิจการและรักษามูลค่าของกองทรัพย์สินไว้ให้สูงที่สุด นับแต่วันที่เข้าสู่การฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย จะมีมาตรการห้ามเจ้าหนี้ฟ้องบังคับชำระหนี้และฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลาย รวมถึงการห้ามการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ออกขายทอดตลาด แต่จะมีข้อกำหนดให้ลูกหนี้ประกอบกิจการต่อไปได้ เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้คือการป้องกันการใช้มาตรการบังคับส่วนตัวของเจ้าหนี้แต่ละราย ซึ่งจะมีผลทำให้เจ้าหนี้ทุกคนต้องมาเจรจากันภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด

2. ความยืดหยุ่นของแผน
2.1 ในกรณีที่แผนได้รับการเสนอภายใต้กรอบของการฟื้นฟูกิจการในคดีล้มละลาย ไม่มีความจำเป็นที่แผนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ทุกคนเหมือนเช่นกรณีที่เจรจาตกลงหนี้กันนอกศาล โดยปกติกฎหมายล้มละลายจะกำหนดให้แผนสามารถนำไปดำเนินการได้หากมีมติจากเจ้าหนี้เห็นชอบกับแผน กฎหมายหลายประเทศมีความแตกต่างกันในเรื่องมติและวิธีการลงคะแนน
2.2 การดำเนินการตามแผนมักจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายให้ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขไปบางประการของกฎหมายเฉพาะอื่น
2.3 เจ้าหนี้ที่เข้าไปช่วยเหลือกิจการในระหว่างการฟื้นฟูกิจการมักจะให้ได้รับความคุ้มครองให้อยู่ในสถานะที่ดีกว่าเจ้าหนี้เดิม ความแตกต่างในกฎหมายแต่ละประเทศอยู่ในจุดที่ว่าการช่วยเหลือในลักษณะใดจะได้รับบุริมสิทธิ และบุริมสิทธินั้นจะเป็นบุริมสิทธิประเภทใด กล่าวคือ จะเป็น Superpriority หรือ Priority

    ในปัจจุบัน ความจำเป็นในที่จะต้องเปิดโอกาสให้มีการฟื้นฟูกิจการไม่ถือเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักกฎหมายล้มละลายอีกต่อไป เพราะทุกฝ่ายเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับหาก สามารถรักษากิจการให้ดำเนินการต่อไปได้ และทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าหัวใจของการฟื้นฟูกิจการคือการรักษาสภาวะการจ้างงานของประเทศซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่สำคัญที่สุด

กฎหมายล้มละลายของไทยได้มีการแก้ไขปรับปรุงครั้งใหญ่ในปีนี้ และได้มีการเพิ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการในดคีล้มละลายไว้ในกฎหมายล้มละลาย พุทธศักราช 2483 การแก้ไขดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2541
ข้อพิจารณาในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายล้มละลายของไทย


แม้กฎหมายล้มละลายของไทยจะได้มีการปรับปรุงครั้งสำคัญในช่วงเวลาที่ผ่านมาดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในสภาวะการปรับตัวให้สามารถแข่งขันกันในตลาดโลก ยังมีข้อที่น่าพิจารณาอีกหลายประการที่ควรได้รับการศึกษาอย่าง ถ่องแท้ก่อนที่จะมีการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป แนวความคิดที่น่าสนใจได้แก่
1. กฎหมายล้มละลายข้ามชาติ


UNCITRAL ได้ยกร่างกฎหมายเพื่อเป็นแม่แบบแก่ประเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปยกร่างเป็นกฎหมายภายในเพื่อใช้สำหรับกรณีที่เกิดความขัดแย้งของกฎหมายล้มละลายในแต่ละประเทศ ความจำเป็นในเรื่องนี้เนื่องมาจากการพัฒนาทางการค้าที่องค์กรธุรกิจอาจไปดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ และเมื่อกิจการเหล่านี้ต้องประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ก็อาจทำให้เกิดการขัดแย้งในการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละประเทศได้ กฎหมายที่ UNCITRAL ยกร่างนั้น มุ่งเน้นให้มีการปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเป็นธรรม และเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของประเทศหนึ่งสามารถไปใช้สิทธิในอีกประเทศหนึ่งได้ รวมทั้งการสร้างมาตรการที่จะทำให้เกิดการยอมรับคำพิพากษาล้มละลายหรือคำสั่งฟื้นฟูกิจการของประเทศอื่นได้
2. กฎหมายล้มละลายสำหรับผู้บริโภค


ในสภาวะที่การให้สินเชื่อจากเจ้าหนี้ในหนี้รายย่อยกระทำไปโดยปราศจากการควบคุมที่เหมาะสม จะส่งผลให้เกิดปัญหาที่ลูกหนี้ต้องประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ซึ่งต้นเหตุของปัญหาก็มาจากเจ้าหนี้ด้วย กฎหมายในหลายประเทศได้กำหนดแนวทางการประนอมหนี้ ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ในหนี้จำพวกนี้ให้มีความเคร่งครัดและลดอำนาจของเจ้าหนี้ในการเจรจาลงมาก
3. แนวความคิดลดความเป็นตราบาปของบุคคลล้มละลาย


ในขณะที่กฎหมายล้มละลายในบางประเทศอาจได้รับการยอมรับโดยเปิดเผยว่า เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งทางลูกหนี้มีปัญหาหนี้สิน แต่ในประเทศจำนวนมากทางเอเชียจะไม่ยอมรับบุคคลล้มละลาย เพราะความคิดดั้งเดิมที่คิดว่าบุคคลล้มละลายเป็นบุคคลที่ขาดความเชื่อถือในการทำงานทุกสิ่ง และการตกเป็นบุคคลล้มละลายเป็นตราบาปที่ไม่อาจลบล้างของชีวิต การปรับปรุงให้กฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลล้มละลายมีโอกาสประกอบการอื่นในสังคมน่าจะเหมาะกว่าการที่ให้บุคคลที่อาจต้องล้มละลายที่ไม่เกิดจากการทุจริต เช่น การเปลี่ยนแปลงค่าเงิน การลงทุนที่คาดคะเนแนวทางธุรกิจผิดพลาด เป็นต้น สามารถกลับมาทำงานปกติ หากจะมีการแก้ไขในเรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นว่า

สิ่งแรกที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน คือ การแก้ไขกฎหมายข้าราชการพลเรือนให้ยกเลิกการห้ามบุคคลล้มละลายเป็นข้าราชการ

สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ กฎหมายล้มละลายได้กลายสภาพเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจของประเทศ การปรับให้กฎหมายล้มละลายมีความทันสมัยอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ส่วนรายละเอียดในการแก้ไขจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องศึกษาให้ชัดเจนเพื่อให้การแก้ไขเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนในภาพรวม




 


 
 
 




Web Browser Support : Internet Explorer